ไทหล่ม-ไทด่าน สัมพันธ์ชาติพันธุ์

1
ภาคอีสาน เป็นอีกภาคหนึ่งที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีอัตลักษณ์เฉพาะเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ต่างก็มีวัฒนธรรม ตลอดจนประเพณีเป็นของตัวเอง
แต่ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบัน รวมไปถึงการละเลยแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ ทำให้หลายกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยถูกมองข้ามอย่างน่าเสียดาย
ล่าสุดที่พิพิธ ภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนา ภิเษก ได้จัดสัมมนาเรื่อง “รักษ์วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การอนุรักษ์และสายสัมพันธ์รากวัฒน ธรรม” โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ไทด่าน จาก อ.ด่าน ซ้าย จ.เลย และกลุ่มชาติพันธุ์ไทหล่ม จาก อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็น ตลอดจนนำการแสดงทางวัฒนธรรมมาให้ชมกันอีกด้วย
สำหรับชาวไทด่านและชาวไทหล่มนั้น หากดูจากแผนที่จะพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสองอยู่ในพื้นที่ติดต่อกัน ทั้งยังมีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนลาวเวียง หรือลาวหลวงพระบาง เหมือนกันด้วย และมีภาษาพูดคล้ายกัน
ผศ.เอกรินทร์ พึ่งประชา อาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่า แม้ทั้งคู่จะมีความใกล้เคียงกันในหลายๆ เรื่อง แต่เมื่อสืบย้อนไปยังเรื่องราวในอดีต กลับพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสองไม่กินเส้นกัน
กล่าวคือในสมัยก่อนชาวไทด่าน ไม่อยากนับญาติกับชาวไทหล่ม เนื่องจากชัยภูมิของชาวไทด่านแย่กว่าไทหล่ม ทำให้ทำนาได้ผลผลิตน้อยกว่าชาวไทหล่ม อีกทั้งพื้นที่ซึ่งชาวไทหล่มอยู่นั้น ยังเป็นทำเลที่มีการค้าขายในท้องถิ่นสูง ทำให้เศรษฐกิจของไทหล่มดีกว่าไทด่านอย่างชัดเจน
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ชาวไทด่าน รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่า เหมือนเป็นคนรับใช้ของชาวไทหล่ม ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว ชาวไทหล่มมิได้คิดเช่นนั้น
นอกจากนี้ ผศ.เอกรินทร์ ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้พื้นที่ของชาวไทหล่มดูจะมีความเจริญกว่าของชาวไทด่าน แต่ปัจจุบันนี้ ความเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทด่าน กลับเห็นได้ชัดกว่าชาวไทหล่ม ตัวอย่างเช่น ประเพณี “ผีตาโขน”
แม้ชาวไทหล่มเองก็มีประเพณี “ผีตาโม่” ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับผีตาโขนอยู่มิใช่น้อย แต่ประเพณีทั้งสองก็มีที่มา และรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อาจารย์เอกรินทร์ ขยายความว่า ผีตาโขนของชาวไทด่าน มีที่มาจากพระเวสสันดร ชาดก ที่ผีป่าและสัตว์นานาชนิดแฝงตัว มาในหมู่ชาวบ้าน เพื่อส่งพระเวสสันดร กับนางมัทรี ที่จะออกจากป่ากลับสู่เมือง โดยตอนแรกเรียกว่า “ผีตามคน” ก่อนจะแผลงมาเป็น “ผีตาโขน” เช่นปัจจุบัน
ส่วนเรื่องราวของ “ผีตาโม่” นั้น นางสุมาลี ชัยโฉม หนึ่งในชาวไทหล่ม ที่มาร่วมเวทีอธิบายว่า ผีตาโม่มีที่มาจากความเชื่อของคนโบราณ เชื่อกันว่าหากเด็กคนไหนดื้อและซุกซน จะถูกผีตาโม่หลอก จึงถือเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณ ที่ใช้เป็นกุศโลบายในการเลี้ยงดูลูกหลานให้เป็นเด็กดี
ยิ่งไปกว่านั้น หน้าตาของผีทั้งสองยังมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยหน้าของผีตาโขน จะมีลักษณะยาวแหลมคล้ายงวงช้าง ขณะที่ผีตาโม่ จะหน้ากลม ตาโบ๋ แต่ผีทั้งสองมีเขาเหมือนกัน
โดยผีตาโม่จะเล่นกันในงานบุญบั้งไฟ และงานประเพณีของ อ.หล่มเก่า จ.เพชร บูรณ์ ส่วนผีตาโขนเล่นกันใน “งานบุญหลวง” หรือ “บุญผะเหวด” ตรงกับเดือน 7 ของทุกปี
ขณะที่เรื่องราวของ “ผีตาโขน” ในปัจจุบัน นายชูพงษ์ พันธ์โสดา ผู้อาวุโสชาวไทด่าน อ.ด่านซ้าย จ.เลย สะท้อนให้ฟังว่า ทุกวันนี้ประเพณีผีตาโขน เปลี่ยน แปลงไปในทางเสื่อมลงเรื่อยๆ จากกระแสการท่องเที่ยว และการขาดความเข้าใจในประเพณีอย่างถ่องแท้ เป็นสิ่งที่ชาวไทด่านเองกังวลอยู่เช่นกัน เพราะกลายเป็นธุรกิจมากขึ้น ทำให้หลายคนลืมแก่นแท้
“สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยน แปลงที่ผิดจากประเพณีดั้งเดิม คือการจัดการกับหน้ากาก และชุดผีตาโขนหลังเสร็จพิธี เพราะตามหลักดั้งเดิมนั้น จะต้องนำไปทิ้ง ห้ามนำเข้าบ้าน เป็นการทิ้งความทุกข์ยาก และสิ่งเลวร้ายออกไป แต่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลายคนเก็บหน้ากากผีตาโขนไว้หลังเสร็จพิธี ถือว่าผิดหลัก เพราะเก็บสิ่งเลวร้ายไว้กับเอง” ผู้อาวุโสชาวไทด่าน กล่าว
จากปัญหาเหล่านี้ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ร่วมวิเคราะห์ภาพรวมว่า ปัจจุบันการอนุรักษ์เป็นไปอย่างผิดทาง เพราะแทนที่จะเป็นการอนุรักษ์ เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ แต่กลับหลงกระแสตะวันตก จนกลายเป็นการอนุรักษ์ เพื่อเน้นการค้า การท่องเที่ยว
ทำให้ในปัจจุบัน วัฒนธรรมหลายอย่าง เช่น กะเหรี่ยงคอยาว ผีตาโขน ถูกทำให้เป็นสินค้า และถูกสร้างขึ้นเพื่อการอยู่รอดของปัจเจก ผิดจากเจตนารมณ์เดิม ที่วัฒนธรรมถูกสร้างขึ้นเพื่อการอยู่รอดร่วมกันของกลุ่มคน
รศ.ศรีศักร แนะนำว่า การอนุรักษ์ต้องเริ่มที่การเข้าใจความหมาย ตลอดจนบริบทของวัฒนธรรม เพราะถ้าไม่เข้าใจใน 2 เรื่องนี้แล้ว การอนุรักษ์ก็เป็นได้เพียงการแช่แข็งวัฒนธรรมนั้นเอาไว้ จะทำให้ผู้คนนั้นมีลักษณะชีวิตคล้ายกับสัตว์ แต่หากเข้าใจในความหมายและบริบท ก็จะสามารถประยุกต์วัฒนธรรมนั้นให้เข้ากับยุคสมัยได้
“วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ไม่ควรให้ส่วนกลางเป็นผู้กำหนดแนวทาง ในการอนุรักษ์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ด้วย” อาจารย์ศรีศักร สรุป
เจษฎา บุญประสม, วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7542 ข่าวสดรายวัน
Share.

About Author

Profile photo of แอดมิน เพดบูน

ผู้ดูแลระบบ